เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่างาน ครอบครัว และเวลาส่วนตัว สามส่วนนี้รวมอยู่ในช่วงเวลา 24 ชม. ที่ทุกคนมีเท่ากันหมด แตกต่างกันที่ว่าใครจะสามารถจัดสรรสัดส่วนให้ลงตัวได้มากกว่ากัน ซึ่งคนเราไม่สามารถทำทุกสิ่งให้สำเร็จได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นคุณต้องเริ่มบริหารเวลาและจัดสรรสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับก่อนหลัง พูดง่ายๆ คือไม่ว่าคุณจะทำอะไรต้องมีแผนทั้งเรื่องานและเรื่องครอบครัวซึ่งจะทำให้ชีวิตมีระบบและคุณค่ามากขึ้น เช่น บางคนกลับบ้านค่ำเพราะมีงานมาก แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวยังสนิทแนบแน่น นั่นเป็นเพราะเขามีวิธีใส่ใจ รู้จักใช้โอกาสและเวลาให้เป็นประโยชน์...อยากรู้ว่า “การสร้างความสมดุลให้ชีวิตหรือ Work – Life Balance” ขั้นตอนเป็นอย่างไร? อ่านบรรทัดต่อไปได้เลย

Business themed collage

           1.  รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะนำมาซึ่งพลังในการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ที่เฉียบคม สุขภาพกายก็ดูแลเรื่องอาหารการกิน พักผ่อนให้พอและออกกำลังกาย ส่วนสุขภาพใจก็ต้องมองโลกในแง่ดี มองอุปสรรคเป็นประสบการณ์ชีวิต มองเหตุการณ์ร้ายเป็นเรื่องขบขัน แบบนี้จะทำให้ชีวิตกระปรี้กระเปร่าและสดชื่นอยู่เสมอๆ

           2.  จัดการงานยากๆ ให้อยู่หมัด เพราะงานง่ายๆ คุณคงไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่สำหรับงานยากๆ ก็ต้องมีขั้นตอนอยู่บ้าง ได้แก่ การแก้ปัญหาในเวลาที่คุณรู้สึกมีความพร้อมสูงสุดในแต่ละวันและแบ่งงานใหญ่ให้เป็นชิ้นงานย่อย แล้วกำหนดเวลาเสร็จให้กับทุกชิ้นงาน สุดท้ายต้องศึกษาวิธีบริหารเวลาจากคู่มือหรือจากบุคคลที่ประสบความสำเร็จ

work-life1

           3.  เสริมสร้างความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างคนในครอบครัว เพื่อน และผู้ร่วมงาน เริ่มจากหาเวลาพูดคุยกันในครอบครัว ใส่ใจถามไถ่ว่าวันนี้พวกเขาเจอะเจออะไรมาบ้าง เล่าเรื่องแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เพื่อให้รู้สึกว่า “เรามีกันและกัน” ในหัวใจของทุกคนในครอบครัว กับญาติๆ หรือเพื่อนฝูงก็ควรโทรศัพท์หรือใช้ Social Media ทักทายกันเสมอๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง สำหรับเพื่อร่วมงานก็หาเวลาร่วมกัน เช่น สังสรรค์ช่วงสุดสัปดาห์เชื่อมสัมพันธภาพที่ดีให้มีมากขึ้น

           4.  ความสงบสุขทางจิต สิ่งนี้จะช่วยให้คุณมีสติ พร้อมฝ่าพันอุปสรรคและความหนักใจให้ผ่านพ้นไปได้ อย่างเช่นเรื่องของศาสนาก็ช่วยจรรโลงจิตใจให้สุขสงบขึ้น เพราะความเชื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจทำให้ตระหนักถึงคุณค่าในการมีชีวิต หรือจะเป็นเรื่องการเงินของคุณ เริ่มต้นง่ายๆ จากการออมทรัพย์ ต่อจากนั้นพยายามลดหนี้ โดยเฉพาะการควบคุมการรูดบัตรเครดิตของตัวเองลองให้เพียงครึ่งเดียวจากยอดเงินที่เคยใช้ในครั้งก่อน แล้วจะรู้ว่าจิตใจที่ไม่มีกังวลเป็นอย่างไร

work-life-balance-4be0904a

           ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะช่วยคุณสร้าง “Work-Life Balance คุณภาพชีวิต...ฉบับสมดุล” ให้เกิดขึ้นได้ และจะทำให้พร้อมที่จะพัฒนาชีวิตของคุณไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ได้ไม่ยาก...เพียงแต่เริ่มต้นลงมือทำเสียแต่วันนี้

 


ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com

ขอขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือระหว่างวารสารสื่อชุมชน และวิชาการดอทคอม www.pttplc.com 


              พลังงานที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่แล้วมาจากพลังงานฟอสซิล ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งเกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ผ่านกาลเวลามานับล้านๆ ปี ต้องยอมรับว่าพลังงานเหล่านนี้ใช้แล้วหมดไป หากเรายังใช้อย่างไม่ประหยัดอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็อาจจะหมดลง ดังนั้นเราจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานทางเลือกและรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนต่างๆ ซึ่งพลังงานหนึ่งที่หน้าสนใจและเหมาะสำหรับประเทศไทยก็คือ“พลังงานชีวมวล” (biomass) หรือพลังงานชีวภาพ เป็นพลังงานธรรมชาติจากมวลของพืชและสัตว์ เช่น วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและอุตสาหกรรม เศษไม้ ขยะมูลฝอย มูลสัตว์ วัชพืช ฯลฯ โดยใช้กระบวนการแปลรูปชีวมวลไปเป็นพลังงานรูปแบบต่างๆ เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สำคัญของโลก ร้อยละ 50 ของประชากรประกอบอาชีพเกษตรกรรม จากข้อมูลรายงานพลังงานทดแทนของประเทศไทยปี 2552 ของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ ได้รวบรวมและประมาณวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้แก่ โรงงานอ้อย ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว   ถั่วลิสง ฝ้าย สับปะรด และก๊าซเหลือใช้จากกระบวนการผลิต พบว่าเรามีศักยภาพมากและมีความเป็นไปได้ในการผลิตพลังงานชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

biomas-web

แล้วข้อดีของพลังงานชีวมวลนั้นคืออะไร               -  พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล (ปิโตเลียม ก๊าซ และถ่านหิน) เป็นเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วหมดไป แต่พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สามารถฟื้นฟูหรือสร้างขึ้นใหม่ได้เรื่อยๆ               -  พลังงานชีวมวลมีผลกระทบต่อส่งแวดล้อมน้อยกว่าพลังงานจากฟอสซิล ไม่ก่อให้เกิดก๊าซที่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื้อเพลิงจากฟอสซิลก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาโลกร้อน               -  มีราคาถูกเมื่อเทียบกบน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ               -  มีปริมาณมาก เพราะระเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมีต้นทุนในการผลิตไม่สูงมากนัก               -  พลังงานชีวมวลยงมีสถานะที่หลากหลาย ทั้งของแข็ง ของเหลว และก๊าซ จึงสะดวกและสามารถนำไปใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้แก่

cms95img0

              ของแข็ง เช่น ถ่านไม้ ขี้เลื่อย ฟางข้าว ซังข้าวโพด ชานอ้อย มูลสัตว์ เศษพืชอย่างแกลบข้าว ฝ้าย ถั่วลิสง นำไปอัดและอบ ทำเป็นก้อนเป็นเชื้อเพลิงเผาไหม้ ติดไฟง่ายให้ความร้อนสูง

              ของเหลว  เกิดจากการหมักและกลั่น ได้แก่ แอลกอฮอล์ คือเอทานอลและเมทานอล น้ำมันจากพืชและสัตว์ เช่น น้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ไขสัตว์ และไบโอดีเซลที่ผลิตจากน้ำมันพืช น้ำมันจากขยะน้ำมัน ซึ่งมีคุณลักษณะทางเคมีและกายภาพคล้ายคลึงกับปิโตรเลียม

              ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ส่วนใหญ่คือก๊าซมีเทนที่ได้จากการหมักมูลสัตว์หรือของเสียจากโรงเลี้ยงสัตว์ ก๊าซมีเทนสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลงในครัวเรือน ในชนบทมีอยู่มากที่ผลิตเชื้อเพลิงแบบนี้ใช้ได้เอง

              แม้ว่าพลังงานชีวมวลจะมีข้อดีมากมาย แต่ปัจจุบันทั่วโลกยังใช้ประโยชน์จากเชื้อเพลิงชีวภาพนี้เพียงร้อยละ 15 ของการใช้พลังงานทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว เช่น ยุโรปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในการผลิตไฟฟ้าและในภาคเกษตรกรรม ซึ่งในประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วยเช่นกัน แต่มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น

221

              จะเห็นว่าจริงๆแล้วประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบของเชื้อเพลงชีวมวลมากกว่าหลายประเทศเพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงน่าจะพัฒนาการผลิตพลังงานชีวมวลในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง เช่น โรงงาน้ำตาลสามารถใช้กากอ้อยที่ได้จากหีบอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลได้ เช่นเดียวกับโรงสีขนาดใหญ่ที่สามารถใช้แกลบทำเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้า การหมักน้ำเสียจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม หรือการหมักมูลสัตว์จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นพลังงานชีวมวล หรือแม้แต่ระดบชุมชนหากร่วมใจกันพฒนาผลิตพลังงานชีวมวลอย่างจริงจงใช้ในครัมเรือนก็จะช่วยสงวนทรัพยากรโลกและช่วยลดโลกร้อนได้มากเช่นกัน

suicide-

จากสถิติของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Diseade Control and Prevention: CDC)แต่การจะบอกว่าใครกำลังจะฆ่าตัวตายหรือไม่นั้น แม้กระทั่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังยากที่จะบอก

ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจาก Indiana University School of Medicine และ Indianapolis VA Medical Center จึงได้ทำการศึกษาเพื่อค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือดที่จะบ่งบอกว่าคนนี้มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยสองบุคลิก (bipolar disorder) แต่ก็มีผู้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อนเช่นกัน โดยการศีกษาก่อนหน้านี้ได้ศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากน้ำในไขสันหลัง ซึ่งมีข้อเสียคือ การเจาะเอาน้ำไขสันหลังออกมานั้นเจ็บ มีกระบวนการที่ยุ่งยากและมีความเสี่ยง หรืออีกการศึกษาหนึ่งได้หาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากโปรตีนในสมองซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาท (brain-derived neurotrophic factor: BDNF)

การค้นหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (biomarker) ในเลือดนี้ นักวิจัยเริ่มจากการนำข้อมูลเก่าที่มีการศึกษาในเรื่องของตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่พบในบุคคลที่มีภาวะบกพร่องทางอารมณ์หรือโรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) และวิกลจริต (Psychosis)

โรคอารมณ์แปรปรวน (Mood disorders) เป็นกลุ่มของโรคทางจิตเวช ที่มีความผิดปกติของอารมณ์เป็นอาการสำคัญ เป็นโรคที่มีอาการผิดปกติที่สำคัญทางอารมณ์ 2 แบบ คือ ภาวะแมเนีย และภาวะซึมเศร้า จึงเคยถูกเรียกว่า Manic- depressive disorder ในผู้ป่วยที่มีอาการภาวะซึมเศร้าทั้งหมดจะมีผู้ที่คิดอยากตายมากถึงร้อยละ 60 และฆ่าตัวตายร้อยละ 15

วิกลจริต (Psychosis) คือ ภาวะผิดปกติทางจิตที่มีความผิดปกติของความคิด อารมณ์ พฤติกรรมอย่างมากจนไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง เช่น คนบางคนอาจจะมีอาการของความคิดหลงผิด ประสาทหลอน พูดจาผิดปกติ เป็นต้น

หลังจากศึกษาข้อมูลเดิมแล้วจึงทำการค้นหายีนที่สร้างตัวบ่งชี้ทางชีวภาพในเลือดที่จะสร้างเมื่อจะฆ่าตัวตายโดยมองหาการแสดงออกที่ต่างกันของยีนจากเลือดของผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด เริ่มต้นจากหายีนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วหาว่ายีนใดส่งผลต่อระดับความคิดที่จะฆ่าตัวตาย (suicidal ideation: SI) มากหรือน้อยโดยใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธี intrasubject and intersubject analyses  ซึ่งพบว่ามี 246 ยีนที่เกี่ยวข้อง

1

ลำดับถัดไปเพื่อการระบุและจัดลำดับความสำคัญของยีนทั้งหมดที่ได้จากตัวอย่างเลือดจากการทดลองก่อนหน้านี้ นักวิจัยจึงใช้ Convergent Functional Genomic (CFG) ในการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลจากการชันสูตรสมองของผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้ว(ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) รวมถึงข้อมูลทางพันธุกรรม  ผลจากการทำ CFG พบว่ายีน SAT1, FOXN3, PIK3R5 และ GBP1 ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด แต่ค่าที่ได้จากการทำ CFG นั้นเป็นค่ากว้างๆ ยังไม่เฉพาะชี้ชัดได้มากพอ ดังนั้นนักวิจัยจึงใช้วิธีของ Bayesian เพื่อหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่ส่งผลโดยตรง พร้อมทั้งระบุความสำคัญของยีนดังกล่าวโดยลดค่า false-positive และ false-negative ที่เกิดขึ้นในตัวแต่ละบุคคลลง

3

2

จากการใช้หลักของ Bayesian วิเคราะห์ข้อมูลทำให้พบว่า SAT1 (spermidine/spermine N1-acetyltransferase 1) มีความสำคัญมากที่สุด ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายมากที่สุด ไม่ว่าจะใช้การวิเคราะห์ด้วยวิธีใดก็ตาม ในขณะที่  CD24 (small cell lung carcinoma cluster 4 antigen) ช่วยลดค่า SI ได้มากที่สุด

สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ยีนที่สร้างตัวบ่งชี้ทางชีวภาพที่นักวิจัยกลุ่มนี้คาดว่าจะเป็นตัวที่สำคัญที่จะใช้ในการพยากรณ์ต่อไปว่าผู้ป่วยคนนั้นมีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายมากน้อยเพียงใดก็คือ SAT1 (spermidine/spermine N1-acetyltransferase 1) การแสดงออกของยีน SAT1 นี้จะเพิ่มสูงมากในผู้ป่วยโรคสองบุคลิกที่กำลังจะฆ่าตัวตาย แต่สำหรับผู้ป่วยวิกลจริตหรือผู้ป่วยจิตเภท (Schizophrenia) การแสดงออกของยีน SAT1 อาจไม่สูงเท่า

ยีนที่สร้างตัวบ่งชี้ทางชีวภาพอีก 3 ตัวที่สำคัญรองลงมาได้แก่ PTEN (phosphatase and tensin homolog), MARCKS (myristoylated alanine-rich protein kinase C substrate) และ MAP3K3 (mitogen-activted protein kinase kinase kinase3) ตัวบ่งชี้ทั้ง 3 ตัวนี้ส่งผลต่อระดับความคิดที่จะฆ่าตัวตายรองลงมา นอกจากนี้ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตายมีความสัมพันธ์กับอาการซึมเศร้า การคิดมากผิดปกติ ความกังวล และความเครียดที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการแสดงออกของยีน SAT1 สามารถเพิ่มอาการที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด

4ในทุกๆ ปีมีคนกว่าล้านคนที่ฆ่าตัวตาย งานวิจัยนี้อาจช่วยลดอัตราการตายเหล่านั้นลงไปได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างอนาคตที่แตกต่างในการตรวจรักษาผู้ป่วยโรคสองบุคลิกโรงพยาบาล ในอนาคตโรงพยาบาลอาจนำข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้ไปใช้ในการวิเคราะห์ทำนายระดับของความกังวลและอารมณ์ของผู้ป่วยทำให้สามารถป้องกันการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยเหล่านั้นได้ นอกจากจะสามารถนำไปช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยโรคสองบุคลิกได้แล้ว ยังอาจช่วยผู้ป่วยโรคซึมเศร้า โรควิกลจริต โรคจิตเภทได้อีกด้วย

งานวิจัยนี้แตกต่างจากงานก่อนหน้้านี้ตรงที่ศึกษาหาตัวบ่งชี้ทางชีวภาพจากเลือด ซึ่งงานก่อนหน้านั้นใช้จากน้ำไขสันหลัง ซึ่งการเจาะเอาน้ำไขสันหลังออกมานั้นเจ็บ ทำได้ยากและมีความเสี่ยง

ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้จะมีข้อดีมากๆ แต่การศึกษานั้นศึกษาจากกลุ่มคนจำนวนน้อยทำให้ข้อมูลอาจไม่ครอบคลุม แต่ก็ไม่แน่ในอนาคตอาจมีการศึกษาในคนจำนวนมากก็เป็นได้

 

อ้างอิงจาก Molecular Psychiatry